:: [SF] Tomorrow with Nobody ::

posted on 28 Dec 2007 19:06 by murasaki-girl  in U-P

 

โปรดอ่าน

เนื้อหาที่ปรากฏในฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง เนื้อเรื่อง ตัวละคร และสถานที่

ที่ปรากฎอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงการสมมติขึ้นเท่านั้น,, โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน

เนื้อหาบางส่วนอาจไม่เหมาะสมต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ,,

เพราะฉะนั้น อ่านอย่างมีวิจารณญาณนะค่ะ^^

 

 

Short Fiction: Tomorrow with Nobody
Actor: Yuichi x Tomohisa
Author: o_oan

 

[ตอนเดียวจบ]

 

 

“เราเลิกกันเถอะยูอิจิ”


เสียงหวานของยามะพีดังขึ้นหลังจากเดินแยกจากยูอิจิเข้ามายืนอยู่ในรั้วบ้านของตัวเองเรียบร้อยแล้ว...น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปนั้นสั่นรัวอย่างเห็นได้ชัดคนตาโตยืนหันหลังให้พร้อมกับพยายามกลั่นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมาจากตาสวยทั้งสองข้าง...มือเล็กจับกระเป๋าไว้แน่นคล้ายๆกับจะระบายความอัดอั้นในใจ......แต่ถึงกระนั้นน้ำตาก็ยังคงไหลออกมาอาบสองแก้มอย่างห้ามไม่ได้...

“โทโมะต้องการอย่างงั้นเหรอ” ยูอิจิย้อนถามกลับไปด้วยความไม่เข้าใจ...ตั้งแต่อาทิตย์ก่อน...อาทิตย์ที่โทโมะเป็นลมจนต้อเข้าโรงพยาบาล...หลังจากวันนั้นโทโมะก็เปลี่ยนไป...โทโมะพูดน้อยลง...โทโมะไม่ยิ้ม...โทโมะไม่สดใสเหมือนก่อน...ไม่สิไม่ใช่หลังจากนั้นก่อนหน้านั้นต่างหาก...โทโมะดูไม่สดใสมาตั้งแต่เริ่มเทอมสอง...

“ขอโทษนะ”...ยามะพีพูดตอบออกไปเพียงเท่านี้...รีบก้าวเท้าเพื่อเข้าไปในบ้านอย่างเร่งรีบเพราะกลัวยูอิจิเห็นน้ำตาที่กำลังไหลอาบทั้งสอบแก้ม...ร่างบางยืนพิงประตูบ้านด้านในอย่างอ่อนแรงทรุดตัวลงไปก้มร้องไห้กับตักของตัวเอง

“ทำไมโรคนี้ต้องเลือกฉันนะ…”

 

-- ย้อนกลับไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน--


“โทโมะดูไม่ร่าเริงเลย...ไม่สบายรึป่าว” ยูอิจิเอ่ยถามร่างบางตรงหน้าอย่างเป็นห่วงเพราะสภาพของร่างบางตอนนี้เป็นใคร ใครก้อต้องถาม...

“อืม...ปวดหัวนิดหน่อยน่ะ...ไม่ต้องห่วงหรอก” ยามะพีพูดพร้อมกับยิ้มอ่อนโยนให้กับยูอิจิ...แต่รอยยิ้มของยามะพีไม่เหมือนเดิมมันไม่สดใส่เหมือนเดิมจนยูอิจิรู้สึกเป็นห่วงร่างบางมากขึ้นไปอีก...

“ชั่วโมงพละคาบบ่ายนี่ไม่ต้องลงเรียนนะอยู่บนห้องนี่แหละข้างล่างมันร้อน” ยูอิจิพูดพลางคีบไข่หวานของโปรดของยามะพีส่งให้...

“แล้วยูไม่กินรึไง”ยามะพีถามออกไปพร้อมกับคีบไข่หวานคืนยูอิจิพร้อมทั้งคีบส่วนของตัวเองให้ยูอิจิด้วย...
“ของโปรดเราไม่ใช่รึไง...ทำไมไม่กินล่ะ”ยูอิจิถามออกไปอย่างสงสัย

“โทโมะไม่หิวน่ะยูกินเถอะ” พูดพร้อมกับการคีบกับข้าวในกล่องของตัวเองใส่ให้ยูอิจิเรื่อยๆ...

“แล้วเรื่องที่บอกเมื่อกี้อย่าลืมล่ะ...ไม่ต้องลงไปเรียนพละคาบบ่ายนะ”ยูอิจิพูดพร้อมกับจับหัวของยามะพีโยกไปมาเบาๆอย่างเคนชิน...ร่างบางได้แต่ปัดมือของยูอิจิออกเบาๆพร้อมกับพองลมที่แก้ม...

“อย่าสิเดี๋ยวผมเสียทรงหมด...”ยามะพีพูดพร้อมกับรีบใช้มือปัดทรงผมให้เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม...

“เรื่องเมื่อกี้ว่าไง...”

“รู้แล้วฮะๆๆๆๆๆ...รู้แล้วฮะคุณพ่อ...มาเป็นพ่อฉันเลยเอามั้ย”ยามะพีพูดออกมาอย่างอนๆเมื่อยูอิจิทำท่าทางเอาเรื่อง...

“ไม่เอาหรอก...เป็นแฟนกันอย่างงี้น่ะดีแล้ว” ยูอิจิพูดพร้อมทั้งยิ้มอ่อนโยนให้ยามะพี...รอยยิ้มที่ไม่เคยมีให้ใครนอกจากร่างบางตาโตตรงหน้า...รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น...

“แล้วเมื่อเช้าน่ะหกล้มอีกแล้วใช่มั้ย”ยูอิจิพูดพร้อมกับจับแขนนของยามะพีข้างที่มีแผลขึ้นมาแล้วลูบเบาๆคล้ายกับจะปลอบประโลมให้ร่างบางหายเจ็บ...

“นิดหน่อยน่ะ....ยูก็รู้นิว่าโทโมะน่ะซุ่มซ่าม”

“ก็ระวังหน่อยสิช่วงนี้น่ะล้มบ่อยเกินไปแล้วนะ” เสียงของเพื่อนร่างบางอีกคนดังแทรกขึ้นมา...

“ไม่ใช่สักหน่อยคาเมะก็พูดเกินไป”ยามะพีหันไปแหววใส่คาเมะ

“รึไม่จริง...”

“คาเมะไปได้แล้วใกล้ถึงเวลาเรียนแล้ว”เสียงของจินเพื่อนสนิทของยูอิจิดังขึ้น

“อืมๆ แปปนึงๆ ...นี่แล้ววันนี้ไม่ลงไปเรียนใช่มั้ย...”คาเมะยังถามยามะพีต่อด้วยความเป็นห่วง

“อืม...”ยามะพีพยักหน้าให้กับคาเมะพร้อมทั้งยิ้มให้

“ดีแล้วล่ะ...หน้านายตอนนี้มันซีดซะฉันกลัวเลยล่ะ...ส่วนยูอิจิน่ะไม่ต้องห่วงนะเดี๋ยวฉันดูแลให้...”

“ไปนะโทโมะ”

“อืม”

..

..

..

..

..

..

 

“อ้าวโทโมะยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ” เสียงยูอิจิดังขึ้นมาจากหน้าห้องทำให้ยามะพีที่กำลังยืนดูเพื่อนๆเรียนพละอยู่ข้างล่างต้องหันกลับมามอง....แล้วยูอิจิก็ต้องตกใจมากขึ้น...หน้าของยามะพี่ที่ซีดอยู่แล้วเมื่อเช้าซีดหนักลงไปกว่าเดิมมาก...

“อย่ามองฉันแบบนั้นสิ...ที่ขึ้นมาเนี่ยไม่ได้โดดนะ...”

 

----ตึ่ง----


ยังไม่ทันสิ้นเสียงของยูอิจิร่างบางของยามะพีก็ทรุดลงไปกองกับพื้น

“โทโมะ...โทโมะ....โทโมะ...” เสียงเรียกชื่อของยามาพีออกมาจากปากของยูอิจิซ้ำๆ...น้ำเสียงที่ออกมาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ...มือหนาประคองร่างบางไว้แนบอกราวกับว่ากลัวยามะพีจะหายไป...

..

..

..

..

..

..

..

 

“โทโมะล่ะค่ะ”เสียงกระวนกระวายใจของนางยามาชิตะดังขึ้นหลังจากที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้โทรไปบอกเรื่องที่ยามะพีหมดสติไป

“อยู่ในห้องครับหมอกำลังตรวจอยู่…งั้นผมขอตัวกลับโรงเรียนก่อนนะครับคุณแม่”อาจารย์ที่ปรึกษาบอกกับนางยามาชิตะแล้วเดินจากไป...

“ยูอิจิ...เข้าไปกับน้ามั้ยลูก”นางยามาชิตะหันมาถามยูอิจิ...

“ไม่เป็นไรครับ...ผมรออยู่ข้างนอกดีกว่า”ยูอิจิเอ่ยอย่างสุภาพก่อนที่นางยามาชิตะจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องตรวจร่างกาย...

“อย่าเป็นอะไรนะโทโมะ”
..

..

..

 

“เป็นยังไงบ้างค่ะ”นางยามาชิตะโค้งให้คุณหมอเจ้าขอไข้อย่างสุภาพก่อนจะเอ่ยถามอาการของลูกชายสุดที่รัก

“หมดแรงน่ะครับคงไม่ได้ทานข้าวก็เลยหมดสติไป”คุณหมอมิซูโนะแพทย์เจ้าขอไข้พูดพร้อมกับยิ้มให้กับนางยามาชิตะอย่างอ่อนโยนเพื่อลดความกระวนกระวายใจของนางที่แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด...

“ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะโทโมะ...อดข้าวทำไม”นางยามาชิตะหันมาถามยามะพีด้วยความเป็นห่วง...

“ก็ผมไม่หิวนี่ฮะแม่”

“ไม่ได้หรอกนะ...ถึงเราจะไม่หิวแต่ยังไงร่างกายก็จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน...ทำอย่างนี้มันจะไม่ดีต่อร่างกายของนายนะ” คุณหมอมิซูโนะพูด

“แม่นี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆลูกชายคนเดียวดูและไม่ได้” นางยามาชิตะพูดพร้อมกับจับมือของลูกชายขึ้นมาแนบกับหน้าตัวเองด้วยความรัก...โทโมะดูซูบไปจริงๆด้วย...เดี๋ยวนี้แม่ไม่ค่อยได้สนใจเราเลยสินะ...แม่ขอโทษ...

“ไม่หรอกฮะแม่...แม่อย่าโทษตัวเองสิฮะ...โทโมะผิดเอง...โทโมะจะทำตามที่คุณหมอบอกนะฮะ”ยามะพียิ้มจนตาปิดเพื่อให้นางยามาชิตะสบายใจ...

“รบกวนคุณแม่คุยกับหมอซักครู่นะครับ” คุณหมอมิซูโนะพูดพร้อมกับผายมือให้นางยามาชิตะเดินตามตนเองมา

“โทโมะอยู่คนเดียวได้มั้ย...ไม่ดีกว่าเดี๋ยวแม่ไปตามยูอิจิมาอยู่เป็นเพื่อนนะลูก”ลูบหัวลูกชายด้วยความรักใคร่ก่อนจะเดินไปโค้งให้คุณหมอ...พร้อมกับเดินออกไปเรียกยูอิจิให้เข้ามาอยู่เป็นเพื่อนยามะพี...

..

..

..

..

..

..

..


“มีอะไรรึป่าวค่ะคุณหมอ”นางยามาชิตะเอ่ยถามคุณหมอมิซูโนะด้วยความสงสัย

“หมออยากให้ตรวจร่างกายของโทโมฮิสะคุงอย่างละเอียดอีกครั้งครับ...คุณแม่คิดว่ายังไง”

“ก็ดีเหมือนกันค่ะ...ช่วงนี้ดูโทโมะซึมๆไป...หกล้มบ่อยขึ้นด้วย...”นางยามาชิตะบอกความผิดปกติของลูกชายให้คุณหมอฟัง...

“งั้นดีเลยครับคุณแม่ช่วยเล่าเรื่องความผิดปกติของโทโมฮิสะคุงก่อนหน้านี้ให้ฟังคร่าวๆได้มั้ยครับ”

“ได้ค่ะ”

“งั้นเริ่มเลยครับ”

“ค่ะ...รู้สึกว่าแกจะหยิบของพลาดบ่อยๆ...”

“อาการนี้เป็นมานานรึยังครับ”

“ช่วง3-4อาทิตย์นี้แหละค่ะ...แล้วก็หกล้มก็เป็นช่วงประมาณนี้เหมือนกัน”....

“แล้วอาการอื่นๆล่ะครับ”

“แกเป็นลมบ่อยมากค่ะ...รู้สึกว่าจะผอมลงด้วย......เหมือนคนไม่มีแรง....”....

 ..
 

..

..

..


“โทโมะไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว”ยูอิจิพูดพร้อมกับลูกศีรษะของยามะพีเบาๆด้วยความเป็นห่วง

“ยูไม่ต้องห่วงหรอก...ก็แค่หน้ามืดเพราะไม่ได้กินข้าวเอง...”

“ไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไงโทโมะดู...”

“โทโมะ...”เสียงอ่อนโยนของนางยามาชิตะดังขึ้น

“ฮะแม่...”

“มานี่สิลูกคุณหมอมีอะไรอยากคุยกับลูก” นางยามาชิตะเรียกลูกชายหน้าหวานให้เดินตามเข้าไปหาหมอมิซูโนะอีกครั้ง...

“ยูรอโทโมะก่อนนะเดี๋ยวโทโมะมา”ยามะพีหันมาบอกยูอิจิพร้อมทั้งยิ้มหวานให้ก่อนเดินตามแม่ไป...

“วันนี้ตรวจร่างกายนะลูกคงใช้เวลานานถ้ายังไงให้ยูอิจิคุงกลับไปก่อนดีกว่ามั้ย”

“ตรวจร่างกายเหรอฮะ”

“ใช่จ้ะ...คงจะต้องตรวจตลอดบ่ายนี้แหละ”

“ก็ได้ฮะเดี๋ยวโทโมะไปบอกให้ยูจังกลับไปก่อนก็ได้”

“ยูจัง...” ยามะพีหันหลังกลับไปเรียกยูอิจิที่กำลังจะเดินออกไปนั่งรอที่หน้าห้องตรวจ

“ครับ...โทโมะจัง” ยูอิจิชะงักพร้อมทั้งหันกลับมาตอบรับยามะพี่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“วันนี้คงตรวจนาน...ยูจังกลับไปก่อนนะถ้าโทโมะกลับถึงบ้านจะโทรหา”

“ไม่เป็นไรยูรอโทโมะได้” ยูอิจิพูดพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ยามะพี

“ไม่ต้องๆ...เดี๋ยวถ้าตรวจเสร็จจะรีบโทรไปเลยนะยูจังไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ยามะพีพูดพร้อมกับยิ้มจนตาปิดให้กับยูอิจิเพื่อนทำให้ยูอิจิวางใจ...


//ก็โทโมะไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อยนี่นา...ไม่เห็นต้องห่วงขนานนี้เลย//

 

“นะๆไม่ต้องห่วงหรอก”ยามะพียังคงย้ำคำเดิมเพราะสีหน้าของยูอิจิยังคงไม่ผ่อนคลายลงจากเดิม

“ได้...ถ้าโทโมะต้องการแบบนั้น...แต่ตรวจเสร็จแล้วต้องรีบโทรมานะ...”ยูอิจิพูดพร้อมกับก้มลงจูบที่หน้าผากของคนรักก่อนเดินออกไป


//โทโมะรักยูจังที่สุดเลย...// ยามะพีพูดกับตัวเอง...พร้อมกับมองตามหลังของยูอิจิไปด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก...ที่มีอยู่อย่างล้นปรี่....


...ยูอิจิเป็นเช่นนี้กับยามะพีเสมอ...ไม่เคยขัดใจ...มีแต่ทำทุกอย่างที่ร่างบางขอเพื่อให้ร่างบางสบายใจ...และมีความอบอุ่นให้กับยามะพีเสมอ...ยามะพี่จึงรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งที่มียูอิจิอยู่ข้างๆ...รู้สึกเชื่อมั่นเมื่อมียูอิจิอยู่เคียงข้าง...และรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนของยูอิจิก็มีเพื่อยามะพีเพียงผู้เดียวเท่านั้น...


“แม่ฮะโทโมะพร้อมแล้วฮะ”ยามะพีหันไปบอกนางยามาชิตะอย่างมั่นใจก็เพราะแรงใจที่ได้จากยูอิจินั่นเอง

“จ้ะ...โทโมะเข้าไปหาคุณหมอมิซูโนะนะลูกแม่จะรออยู่หน้าห้องตรวจ”

“ฮะแม่...”

นางยามาชิตะโค้งให้คุณหมอหนึ่งทีก่อนเดินออกไป

..

..

..

..

..

..


“ผมกลับได้เลยรึป่าวฮะคุณหมอ”ยามะพีเอ่ยถามคุณหมอมิซูโนะเพราะเห็นว่าการตรวจร่างการวันนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว....

“เชิญนั่งก่อนครับยามาชิตะคุง”คุณหมอมิซูโนะผายมือให้ร่างบางนั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้า

“ฮะ...” ถึงไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมต้องอยู่ที่นี่อีกทั้งๆที่ตรวจเสร็จแล้วแท้ๆ...แต่ร่างบางก้อนั่งลงตามที่คุณหมอบอก

“เดี๋ยวหมอจะสอบถามอาการนะครับ...กรุณาตอบตามความเป็นจริงเพื่อตัวยามาชิตะคุงเองนะ...”

“ครับคุณหมอ”ยามะพีพยักหน้ารับคำของคุณหมอหนุ่มทันที

“อาการหกล้มเป็นมานานรึยังครับ”นายแพทย์หนุ่มสอบถามอาการของยามะพี

“เพิ่งเริ่มเป็นตอนขึ้นปี2นี่แหละฮะ...อีกอย่างคือผมเป็นคนซุ่มซ่ามอยู่แล้วด้วย”

“ช่วยเล่าให้หมอฟังเรื่อยๆนะ...”คุณหมอหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาบอกยามะพีก่อจะก้มลงไปอีกครั้งเพื่อเตรียมจดอาการของคนไข้รายนี้....

“ได้ฮะ....ผมหน้ามืด...เป็นลมบ่อยแต่คงเป็นเพราะพักผ่อนน้อยล่ะมั้งฮะ...บางครั้งก็รู้สึกเจ็บตรงหน้าอกฮะ...เจ็บแปล๊บๆแต่สักพักก็หาย...”

“เดี๋ยวนะ...อาการนี้เป็นมานานแค่ไหนแล้ว”คุณหมอหนุ่มขัดขึ้นมาเมื่อพบว่าอาการที่ร่างบางบอกมันชักจะหนักขึ้นเรื่อยๆ...

“ไม่นานหรอกฮะ...แล้วไอ้สาเหตุที่ผมหกล้มนี่ก็น่าจะเป็นเพราะหน้ามืดมั้งฮะมันเลยวูบไปเฉยๆ”

“งั้นเหรอ...ช่วงนี้อย่าทำงานหนักนะ...พักผ่อนให้เพียงพออย่าหักโหม”

“ครับ...” ยามะพีได้แต่สงสัยอยู่ในใจ ‘ทำไมต้องถามประวัติละเอียดขนาดนี้ด้วย หรือว่าเราจะ....... ‘ ยามะพีได้แต่หวังอยู่ในใจว่าผลการตรวจที่ออกมาจะไม่ใช่สิ่งที่ตนเองคิดอยู่ในขณะนี้

“คุณหมอฮะ...” ยามะพีตัดสินใจเรียกคุณหมอเพื่อถามในสิ่งที่คาใจและหวังว่าคำตอบนั้นคงไม่ใช่อย่างที่เค้าคาดไว้

“มีอะไรหรอยามาชิตะคุง” คุณหมอเงยหน้าขึ้นจากการจดบันทึกอาการของยามะพีทันที

“ผมเป็นอะไรหรอฮะ” ยามะพีถามออกมาด้วยสีหน้าและแววตาที่แสดงถึงความกังวลออกมา

“ตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ชัดหรอกนะว่ายามาชิตะคุงเป็นอะไรต้องรอผลการตรวจร่างกายวันนี้ออกมา
ก่อนน่ะ”

“งั้นเหรอฮะ...” ตอบรับเสียงเบา...ตอนนี้รู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน...

“อย่าเพิ่งคิดมากนะมันอาจไม่เป็นอย่างที่นายคิดวันนี้ก็...กลับบ้านได้แล้วล่ะ”คุณหมอหนุ่มพูดดักราวกับรู้ว่าในใจของยามะพีตอนนี้คิดอะไรอยู่

“ขอบคุณฮะ”ร่างบางลุกขึ้นแล้วโค้งให้คุณหมอเล็กน้อยก่อนเดินออกจากห้องไป

“คงไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดไวนะยามาชิตะคุง”หมอมิซูโนะพูดกับตัวเองเบาๆหลังจากที่ร่างบางเดินออกไปจากห้องแล้ว...พระเจ้าอย่าให้เด็กคนนี้เป็นอย่างที่ผมคิดเลย...ได้โปรด...โปรดอย่าพรากความสดใสจากเด็กคนนี้ไปเลย...


..

..

..

..

..

..


“ผลตรวจจะออกเมื่อไหร่ฮะแม่”ยามะพีเอ่ยถามแม่เมื่อกลับมาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว

“คงอาทิตย์หน้ามั้งลูก…เป็นอะไรรึป่าวลูกสีหน้าไม่ค่อยดีเลย”

“จ...เจ็บหน้าอกฮะแม่...โทโมะเจ็บหน้าอกอีกแล้ว”มือเล็กจับต้องอยู่ที่หน้าอกด้ายซ้ายของตัวเองใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่แล่นเข้ามาจุกอยู่บริเวณอก...นางยามาชิตะดึงตัวลูกชายมากอดไว้แนบออกน้ำตาของนางไหลพรากลงมาด้วยความสงสารลูก...โทโมะแม่จะช่วยลูกได้ยังไง...แม่จะช่วยลูกได้ยังไง...คำพูดซ้ำๆที่ดังก้องอยู่ในใจของนางยามาชิตะผู้เป็นแม่...


//โทโมะเจ็บเหลือเกินฮะแม่...เจ็บจบแทบทนไม่ไหว...โทโมะเป็นอะไรหรอฮะ...ทำไมถึงเป็นแบบนี้//


“แม่อย่าร้องไห้สิฮะ…โทโมะไม่อยากเห็นแม่ร้องไห้นะฮะ”ยามะพีเอื้อมมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้กับแม่ของตน

“โทโมะ...แม่ต้องทำยังไง...แม่ต้องทำยังไงถึงจะเจ็บแทนลูกได้”

“แม่ไม่ต้องทำอะไรหรอกฮะ...ที่แม่ทำอยู่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับโทโมะแล้วล่ะฮะ...แล้วโทโมะก็หายเจ็บแล้ว...แม่เลิกร้องไห้นะฮะ...โทโมะไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”ยามะพีพยายามยิ้ม...ยิ้มเพื่อให้ผู้เป็นแม่คลายกังวล...

“จ้ะๆ...แม่คงคิดมากไปเอง...ขอโทษนะลูก...เลยทำให้โทโมะกังวลไปด้วยเลย”นางยามาชิตะเค้นยิ้มออกมาเพื่อให้ลูกชายได้สบายใจบ้าง...

“ต้องอย่างนี้สิฮะแม่ของโทโมะ”


“ครืดดด...ครืดดดด....” เสียงวัตถุบางอย่างกำลังสั่นอยู่ในกระเป๋านักเรียนของร่างบาง...


นี่คงเป็นครั้งที่หนึ่งร้อยของยูอิจิล่ะมั้งที่โทรศัพท์เข้ามาหายามะพีหลังจากที่ตัวเองได้กลับจากโรงพยาบาลมาถึงบ้านแล้ว...

“โมชิๆโทโมะฮะ”ร่างบางหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากดรับโทรศัพท์ที่สั่นในกระเป๋าอยู่นาน

“โทโมะยูเองนะ…เป็นยังไงบ้าง”ยูอิจิถามกลับไปด้วยความร้อนรนแต่ก็ผ่อนคลายลงบ้างแล้วเมื่อได้ยินเสียงของยามะพีผ่านโทรศัพท์...ยูอิจิไม่เคยร้อนรนเช่นนี้มาก่อน...แต่วันนี้เค้ารู้สึกเป็นห่วงยามะพีมากเหลือเกิน...

“ไม่เป็นอะไรหรอกยู...โทโมะไม่เป็นอะไร”น้ำเสียงที่บอกออกไปขัดกับคำพูดที่บอกออกไปมากเหลือเกิน...น้ำเสียงที่ติดสะอื้นเพราะผ่านจากการร้องไห้มาอย่างหนักจากอาการเจ็บหน้าอกเมื่อครู่ทำให้ปลายสายรับรู้ได้ทันทีว่าร่างบางกำลังโกหก…

“โทโมะไม่เป็นอะไรแน่นะ”ยูอิจิถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ...

“เราไม่เป็นอะไรจริงๆ...อะไรกันนี่ยูไม่เชื่อเราหรอ”ร่างบางตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงงอนๆ

“ป่าวๆ...ยูก็แค่เป็นห่วงโทโมะ”ยูอิจิบอกออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ขอบคุณนะ”

“โทโมะขอบคุณยูเรื่องอะไร”

“ก็ขอบคุณทำหรับทุกๆเรื่องนั่นแหละ...ทุกๆเรื่องที่ยูทำให้เรา...เราไม่รู้จะตอบแทนยูยังไงดี”

“ไม่ต้องตอบแทนอะไรทั้งนั้นแหละ...ยูเต็มใจทำเพื่อโทโมะนะ”

“เรารักยูนะ”

“ยูก็รักโทโมะ”

..

..

..

..

..

..

..

 

“ยามชิตะซัง...ยามาชิตะซังค่ะ...ยามาชิตะซัง”

“.....................................”

“ยามาชิตะซังค่ะโทรศัพท์ค่ะ”เสียงเพื่อนร่วมงานของนางยามาชิตะดังขึ้นเพื่อเรียกสติของนางยามาชิตะให้กลับคืนมา

“อะ...ขอโทษจ้ะ”นางยามาชิตะก้มศีรษะให้กับเพื่อนร่วมงานคนนั้นเล็กน้อยก่อนที่จะเดินไปรับโทรศัพท์

“โมชิๆยามาชิตะพูดค่ะ”

“สวัสดีครับ...ผมหมอมิซูโนะครับ”

“ค...ค่ะคุณหมอ...ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรค่ะ” ถามกลับไปเสียงเรียบแต่ในใจแทบจะระเบิด...น้ำตาตีตื้นขึ้นมาเอ่อล้นขอบตา...วันนี้แล้วสินะที่จะได้รู้ว่าโทโมะเป็นอะไรกันแน่...

“เรื่องของยามาชิตะคุงครับ…คือว่าผลการตรวจออกมาแล้วครับ”

“หรอค่ะ...ผลการตรวจ...”

“ช่วยมาโรงพยาบาลตอนนี้ได้มั้ยครับ”คุณหมอหนุ่มพูดสวนกลับมาทั้งๆที่นางยามาชิตะยังพูดไม่จบด้วยน้ำเสียงผิดปกติ...

“ป...เป็นเรื่องที่บอกทางโทรศัพท์ไม่ได้งั้นเหรอค่ะ”น้ำตาที่เออยู่เต็มขอบตาค่อยๆไหลลงมาเป็นสาย...

“ยังไงมาตอนนี้เลยได้มั้ยครับ”คุณหมอเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามของนางยามาชิตะ

“ด...ได้ค่ะ”พยายามกลั่นน้ำตาที่กำลังไหลรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย...นางยามาชิตะทรุดตัวลงกับพื้นช้าๆเพื่อนั่งสงบสติอารมณ์ก่อนไปพบคุณหมอมิซูโนะ...


..

..

..

..

..

..


“Acute myeloid leukemia...” นางยามาชิตะทวนคำจากหมอมิซูโนะเบาๆ

“ใช่ครับ Acute myeloid leukemia”

“คุณหมอหมายถึงโรคที่โทโมะกำลังเป็นอยู่น่ะหรอค่ะ”

“ใช่ครับจากอาการที่คุณแม่กับยามาชิตะคุงเคยเล่าให้ฟังรวมทั้งผลการตรวจร่างกายระบุว่ายามาชิตะคุงป่วยเป็นโรค Acute myeloid leukemia แล้วก็อาจมีโรคภูมิแพ้เข้าร่วมด้วยครับ”

“รักษาหายได้ใช่มั้ยค่ะ...ใช่มั้ยค่ะคุณหมอ”นางยามาชิตะเอ่ยถามหมอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เอ่อ...”

“หายได้ใช่มั้ยค่ะ”ถามซ้ำเมื่อยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ

“ครับสำหรับโรคภูมิแพ้แต่...”
 
“ต..แต่อะไรค่ะ”

“แต่โรค Acute myeloid leukemia ยามาชิตะคุงเป็นระยะที่สามแล้วล่ะครับคงยากที่จะหาย”

“ทำไมค่ะคุณหมอ...ทำไมต้องเป็นลูกชายดิฉัน...ลูกชายดิฉันเพิ่งอายุ17เองนะค่ะ...”
“คราวหน้าพายามาชิตะคุงมาพบหมอด้วยนะครับ” คุณหมอหนุ่มเลี่ยงที่จะตอบคำถาม...มันเป็นคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้เลยว่าทำไมโรคนี้ถึงได้เลือกเด็กคนนี้...

“กรุณาอย่าเพิ่งบอกเค้าได้มั้ยค่ะ”นางยามาชิตะพยายามขอร้องคุณหมอ

“แต่ถ้าไม่รีบบอกตอนนี้คนไข้ก็จะอาจจะอาการทรุดหนักลงเรื่อยๆก็ได้นะครับทางที่ดีผมว่าควรให้ตัวคนไข้รู้เรื่องให้เร็วที่สุดครับเพื่อที่จะได้ทำใจยอมรับและพร้อมที่จะต่อสู้กับมัน”

“ต...แต่...”

“ลองกลับไปคิดดูนะครับสำหรับหมอเรื่องนี้รอได้อยู่แล้วแต่สำหรับโรคที่ยามาชิตะคุงเป็นอยู่มันไม่ได้รอด้วยหรอกนะครับ”

..

..

..

..

..

..


“เดี๋ยวนี้กลับดึกทุกวันเลยนะฮะแม่”เสียงงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนของยามะพีดังขึ้นพร้อมกับไฟบริเวณห้องรับแขกสว่างขึ้นทำให้นางยามาชิตะต้องรีบเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบลงมาที่สองแก้มของตน...พร้อมทั้งเก็บเอกสารต่างๆที่เกี่ยวกับโรคที่ยามะพีกำลังเผชิญลงใต้โต๊ะเพื่อไม่ให้ยามะพีเห็น...

“แม่ร้องไห้ทำไมฮะ”ยามะพีเดินมานั่งลงข้างๆแม่ของตนตาเบิกกว้างเมื่อเห็นคราบน้ำตาที่แก้มของแม่

“แม่แสบตาน่ะลูก...ช่วงนี้ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์บ่อยๆไม่ได้พักเลย”

“หรอฮะ...งั้นแม่ต้องดูแลตัวเองนะฮะ...โทโมะเป็นห่วง...”ยามะพีพูดพร้อมกับเข้ากอดแม่

“จ้า...ช่างอ่อนจริงๆนะเราน่ะ”นางยามาชิตะลูบผมลูกชายเล่นอย่างเอ็นดู

“แม่ว่าแม่ขึ้นไปอาบน้ำนอนดีกว่านะ...เราก็ด้วยอย่านอนดึกนักแล้วอย่าลืมทำตามที่คุณหมอสั่งด้วยนะ”

“ฮะแม่” บทสนทนาระหว่างสองแม่ลูกได้จบลงเพียงเท่านั้น...ยามะพีทรุดตัวนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่กลางบ้านสายตาเหลือบไปเห็นเอกสารฉบับหนึ่งตกอยู่ใต้โต๊ะ

“สงสัยแม่คงทำหล่นไว้มั้ง”ร่างบางพึมพำกับตัวเองเบาๆ...สายตาก็กวาดมองไปยังตัวอักษรบนเอกสารใบนั้น

“ผลการตรวจร่างกาย...ของเราหรอ???...ภูมิแพ้...ที่แท้ก็เป็นภูมิแพ้เองหรอเนี่ย...”ยามะพีรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูกหลังจากกังวลอยู่นานว่าตัวเองจะเป็นโรคอะไรที่ร้ายแรง...ตากลมโตกวาดตาดูทั่วแผ่นกระดาษแล้วก็ต้องสะดุดกับอีกชื่อหนึ่งที่ไม่คุ้นเลยสักนิดเดียว...

“Acute myeloid leukemia …ไว้พรุ่งนี้ลองไปหาดูดีกว่าว่าเป็นโรคเกี่ยวกับอะไร”ยามะพีวางกระดาษแผ่นนั้นไว้บนโต๊ะแล้วรีบขึ้นนอนทันที

..

..

..

..

..

..

..


“จะรีบไปไหนเนี่ยโทโมะเดี๋ยวก็หกล้มอีกหรอก”เสียงหวานแหลมของคาเมะดังขึ้นพร้อมกับมือที่ยื่นมาฉุดแขนยามะพีให้ลดความเร็วในการวิ่งลง...

“จะวิ่งทำไมเดินไปก็ได้ห้องสมุดไม่หายไปไหนหรอก”

“อยากรู้อะไรบางอย่างน่ะ…รีบไปเถอะ”พอพูดจบก็หันหลังวิ่งไปทันที

“อย่าวิ่ง!!!โทโมะนี่พูดอะไรไม่เคยฟังเลย”คาเมะบ่นออกมาอย่างหัวเสียงแล้ววิ่งตามยามะพีไป


“แฮ่กๆๆเหนื่อยนะเนี่ย...วิ่งเร็วชะมัดเลยโทโมะเนี่ย...แล้วดูอะไรอยู่ล่ะนั่น”คาเมะเดินเข้าไปใกล้ๆยามะพีที่กำลังสืบค้นข้อมูลบางอย่างจากอินเตอร์เน็ต...

“อ่ะ...เจอแล้ว”เสียงยามะพีดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น...

“อะไรน่ะ Acute myeloid leukemia ...”

ความเงียบเข้าครอบงำทันที่เมื่อข้อความบนจอคอมพิวเตอร์ปรากฏขึ้น

 

“ Acute myeloid leukemia อาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือดอาการต่างๆเกิดจากเม็ดเลือดเสียหน้าที่เช่น เม็ดเลือดขาวเสียหน้าที่ผู้ป่วยจะมีการติดเชื้อง่ายมีไข้ เซลล์มะเร็งมีมากจะทำให้เม็ดเลือดแดงและเกร็ดเลือดมีน้อยทำให้เกิด ซีด และเลือดออกง่าย นอกจากนี้ยังเกิดอาการต่างๆตามที่เซลล์มะเร็งไปอยู่ เช่นปวดศีรษะ อาการที่พบบ่อยๆมีดังนี้

 

           ไข้หนาวสั่น บางครั้งเหมือนหวัด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด มีการติดเชื้อบ่อย บวมและเจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง ไรฟัน ตา ปวดกระดูกโดยแพทย์จะตรวจร่างกายพบตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลืองโตแพทย์จะเจาะเลือด เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งแพทย์จะเจาะไขกระดูก หรือเจาะไขสันหลังเพื่อตรวจเซลล์มะเร็งในน้ำไขสันหลังการรักษาในผู้ป่วยแต่ละราย และมะเร็งแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน โดยหลักการการรักษาคือระยะแรกจะควบคุมโรคให้สงบ Remission หลังจากนั้นจะป้องกันการกลับเป็นซ้ำ relapse ผู้ป่วยหลายรายสามารถหายขาดได้”

 

“โรคอะไรน่ะโทโมะน่ากลัวจัง” คาเมะเอ่ยถามยามะพีขณะที่ตายังคงค้างอยู่ที่จอคอมพิวเตอร์...

“......................” ความเงียบเป็นคำตอบของยามะพี...สักครู่ความเงียบก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นเสียง
สะอื้น...ไหล่เล็กไหวขึ้นลงเพราะเจ้าตัวกำลังกลั้นไม่ให้ร้องไห้ออกมาต่อหน้าเพื่อนรักอย่างคาเมะ...

“โทโมะ...ระ...ร้องไห้ทำไม”คาเมะร้องถามยามะพีด้วยความตกใจพร้อมกับเข้าไปสวมกอดเพื่อนรัก...

“ค...คาเมะ...ฮึกๆๆ...ฮึกๆ...”น้ำตาเม็ดใหญ่ไหลลงมาจากตาคู่สวยเป็นสาย...เสียงสะอื้นทำให้ใครหลายคนในห้องสมุดเกิดความสงสัย...คาเมะจึงได้รีบพายามะพีออกมาจากห้องสมุด...

“โทโมะไหวมั้ย...”คาเมะถามยามะพีด้วยความเป็นห่วงนี่ก็ผ่านมา2คาบแล้วที่ทั้งสองคนไม่เข้าเรียนก็เป็นเพราะยามะพีที่ร้องไห้ไม่หยุด...แต่ก็ยังไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาให้คาเมะฟัง...

“โทโมะเป็นอะไรไป...บอกเราได้มั้ย...เราไม่อยากเห็นโทโมะเป็นแบบนี้นะ”

“ขอโทษนะคาเมะ...ไว้เราแน่ใจเราจะบอก...ขอเวลาเราหน่อยนะ”ยามะพีหันมาพูดกับคาเมะ...สูดหายใจเข้าไปลึกๆอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืน...หันมายิ้มให้คาเมะ...แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่สดใสเอาซะเลย...

“ขอโทษทำไมกัน...ไม่เป็นไรหรอกไว้โทโมะพร้อมแล้วค่อยบอกเราก็ได้นะ”คาเมะเดินไปตรงหน้ายามะพีดึงคนตาโตมากอดพร้อมกับลูบหลังเบาๆเป็นการปลอบ...

“ขอบใจนะคาเมะ”

..

..

..

..

..

..


“ยูจัง”เสียงหวานของร่างบางดังขึ้นทำลายความเงียบระหว่างคนสองคน

“มีอะไรหรอโทโมะ”ร่างสูงหันไปมองร่างบาง...วันนี้โทโมะแปลกๆตั้งแต่กลับมากับคาเมะ...ร่างสูงได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ...

“โทโมะรักยูจังนะ”ยามะพีพูดพร้อมกับเดินมาคล้องแขนกับยูอิจิแล้วซบลงไปกับไหล่หนา...ยูอิจิได้แต่มองการกระทำของยามะพีอย่างไม่เข้าใจ...

“ยูก็รักโทโมะนะครับ”ยูอิจิก้มลงไปจูบบริเวณหน้าผากของยามะพี

“โทโมะ...ยูไม่รู้หรอกนะว่าตอนนี้โทโมะเป็นอะไร...แต่ยูขอให้โทโมะรู้ไว้ว่ายูจะอยู่เคียงข้างโทโมะ...ยูจะรักโทโมะตลอดไปยูสัญญา...”ยูอิจิพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและหนักแน่น...

“ขอบคุณนะ”…ยูอิจิเป็นแบบนี้เสมอ...ไม่เคยกดดัน...ไม่เคยตอกย้ำ...ไม่เคยเอาแต่ใจ...มีแต่คอยให้กำลังใจ...คอยห่วงใย...และทำทุกๆอย่างที่จะทำให้คนที่เค้ารักได้รู้สึกดี...

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ยูจะมารับโทโมะนะ”ยูอิจิพูดเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านของยามะพี

“อืม...เราจะรอนะ”ยามะพีพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มหวานให้กับร่างหนา...

ยูอิจิก้มลงจูบที่หน้าผากของยามะพีอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป...ยามะพียืนพิงรั่วบ้านอยู่รอจนร่างสูงของยูอิจิลับตา

“พรุ่งนี้แล้วสินะที่เราจะได้รู้เรื่องทุกอย่าง” ยามะพีพูดกับตัวเองก่อนเดินกลับเข้าบ้านไป

..

..

..

..

..


“อรุณสวัสดิ์ครับคุณน้า”ยูอิจิก้มศีรษะลงไปจนชิดอกพร้อมทั้งกล่าวคำทักทายแม่ของยามะพี

“อรุณสวัสดิ์จ้ะยูอิจิคุง...เข้ามาข้างในก่อนสิจ๊ะ”นางยามาชิตะเชื่อเชิญให้ร่างสูงเข้ามาในบ้าน...

“ยูจัง...มาเร็วจังเลย”เสียงหวานของยามะพี่ที่กำลังเดินลงบันไดมาดังขึ้นเมื่อเห็นร่างสูงที่เดินตามแม่ของเค้าเข้าบ้านมา

“โทโมะเสร็จแล้วรึยัง”ยูอิจิถามยามะพีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“อืมเสร็จแล้วล่ะ...งั้นโทโมะไปแล้วนะฮะแม่”

“จ้ะ...แล้วเย็นนี้มีนัดที่โรงพยาบาลอย่าลืมนะลูก...เอาอย่างนี้เดี๋ยวแม่ไปรับโทโมะดีกว่า”

“ก็ได้ฮะ...ไปก่อนนะฮะแม่”

“ลานะครับคุณน้า”

“จ้า…”

“โทโมะจัง ” เสียงหวานแหลมของคาเมะดังขึ้นบริเวณหน้าบ้านทันทีที่ยามะพีเดินออกมาจากบ้าน...

“คาเมะ...มารับเราเหรอ…”คาเมะพยักหน้าตอบ

“เห็นมั้ยบอกแล้วว่ายูอิจิมันต้องมารับอยู่แล้ว...นายนี่ยุ่งจริงๆให้ตายสิคาซึยะ”เสียงบ่นอุบของจินดังขึ้นเมื่อเหลือบไปเห็นใครอีกคนที่เดินตามยามะพีออกมา

“เงียบไปเลยนะ...ไม่ได้บอกให้นายตามมาซะหน่อย...ปะ...ไปโรงเรียนด้วยกันนะโทโมะ”หันไปพูดกับจินพร้อมกับเชิดใส่หนึ่งทีก่อนจะวิ่งมาจูงมือยามะพีให้เดินไปด้วยกัน...

“โทษทีว่ะยู...”จินหันมาพูดกับยูอิจิเบาๆเมื่อคาเมะแฟนของเค้าแย่งยามะพีของยูอิจิไปครองซะแล้ว

“ไม่เป็นไรหรอก...”ยูอิจิบอกเพื่อนรัก

“วันนี้โทโมะดูร่าเริงกว่าเมื่อวานนะ”จินจ้องมองไปที่ร่างบางทั้งสองคนที่กำลังเดินหัวเราคิกคักกันไปตลอดทางแล้วพูดให้ยูอิจิฟัง...

“ฉันก็คิดอย่างนั้นแหละ...ฉันอยากให้โทโมะร่าเริงแบบนี้ตลอดไป”ยูอิจิพูดเสียงเบาจินได้แต่เอื้อมมือมาตบไหล่เพื่อนรักเบาๆเพื่อให้กำลังใจ


“เอ้าสองคนข้างหลังน่ะเดินเร็วๆหน่อยสิ...จะสายแล้วนะ”คาเมะเหลียวหลังมาแขวะใส่ร่างหนาที่เดินตามหลังมา

“รู้แล้วน่านายเงียบๆไปเลยคาซึยะ” จินแขวะกลับไปบ้าง...

“ยูจังเดินเร็วๆสิเดินช้าแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะถึงโรงเรียนล่ะ”ยามะพีพูดที่เล่นที่จริงพร้อมยิ้มจนตาปิดให้ยูอิจิ

“วันนี้โทโมะร่าเริงจัง...ดีจังเลย...เพราะว่าฉันน่ะไม่อยากเห็นโทโมะเศร้าเลย”คาเมะพูดพร้อมกับทำท่าพองลมที่แก้มเลียนแบบยามะพี...

“แน๊...คาเมะอย่ามาล้อเลียนเรานะ...”
 
“ป่าวซะหน่อย..อิอิ...แล้วมีเรื่องอะไรล่ะวันนี้ถึงอารมณ์ดี”

“ก็วันนี้จะได้รู้เรื่องที่อยากรู้แล้วล่ะสิ”

“งั้นเหรอ...อืมๆๆ” เรื่องที่อยากรู้หรอ...ถึงจะไม่เข้าใจก้อเหอะนะแค่โทโมะร่าเริงแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ...


“ยูอิจิมานี่หน่อยสิ”คาเมะหยุดดินแล้วหันไปเรียกยูอิจิที่เดินตามมาพร้อมจิน

“มีอะไรเหรอคาเมะ” ยูอิจิถามอย่าสงสัย...
 
“อะ...คืนให้ฉันรู้หรอกน่าว่านายน่ะอยากได้โทโมะคืน”คาเมะยื่นมือของยามะพีให้ยูอิจิจับไว้...

“ไอ้เราก็นึกว่าเรื่องอะไร”

“เงียบไปเลยนะไอ้อ้วน”

 

แล้วยามะพีกับยูอิจิก็เดินไปโรงเรียนโดยมีมือที่อบอุ่นของยูอิจิจับไว้ตลอดทางพร้อมทั้งอบอวนไปด้วยเสียงทะเลาะกันของเพื่อนรักทั้งสองคนที่ถึงจะทะเลาะกันทุกวันแบบนี้แต่ก็คบกันมานานถึง4ปีแล้ว...


..

..

..

..

..

..

..

 

“โทโมะจะไปโรงพยาบาลเลยรึป่าว”ยูอิจิเดินมาถามยามะพีที่โต๊ะ

“เดี๋ยวแม่จะมารับน่ะ”ยามะพีเงยหน้าจากหนังสือในมือเพื่อพูดกับยูอิจิ

“งั้นไปเร็วเดี๋ยวยูจะไปยืนรอเป็นเพื่อน” ร่างหนาเอ่ยปากชวนร่างบางพร้อมกับก้มลงไปเพื่อช่วยเก็บกระเป๋า

“ไม่เป็นไรๆยูมีซ้อมบอลไม่ใช่เหรอวันนี้น่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกยืนส่งโทโมะแปปเดียวเอง”ยูอิจิยังคงยืนยันที่จะไปส่ง

“ไม่ได้หรอก...เดี๋ยวคนอื่นเค้าจะมาว่ายูได้นะ”

“งั้นก็ได้”...เป็นอีกครั้งที่ยูอิจิไม่สามารถขัดใจยามะพีได้

“งั้นโทโมะไปเลยดีกว่านะเดี๋ยวแม่จะรอนาน” ร่างบางกวาดของทั้งหมดลงกระเป๋าแล้วเดินออกไปทันที

“โทโมะ!!”เสียงยูอิจิตะโกนเรียกร่างบางที่กำลังจะก้าวผ่านประตูห้องเรียนออกไป

“มีอะไรหรอ??”ยามะพีเอียงคอถามอย่างน่ารัก

“ถ้าตรวจเสร็จแล้วโทรมาหายูนะ”

“อืม”ร่างบางยิ้มให้ยูอิจิก่อนจะเดินจากไป

ยูอิจิรู้สึกใจหายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจะเสียสิ่งสำคัญที่สุดไป...

..

..

..

..

..


“พร้อมมั้ยลูก โทโมะ”


“ฮะแม่”ยามะพียิ้มหวานให้กับนางยามาชิตะ


“คุณหมอรออยู่ในห้องค่ะ”พยาบาลท่าทางใจดีคนหนึ่งเดินมาบอกทั้งสองคน


“ขอบคุณค่ะ”นางยามาชิตะและยามะพีเดินตามพยาบาลท่าทางใจดีคนนั้นไปถึงห้องตรวจ


“สวัสดีครับ...เชิญนั่งก่อนครับ”


“ขอบคุณฮะ” ยามะพีโค้งให้คุณหมอโดยที่ไม่ทันได้สังเกตสีหน้าเป็นกังวลของแม่ตัวเอง


//วันนี้สินะที่โทโมะต้องรับรู้สิ่งที่เป็นความจริง...//


สองชั่วโมงก่อนหน้านี้นางยามาชิตะได้ตกลงใจโทรมาบอกคุณหมอว่าให้บอกเรื่องโรคของยามะพีกับเจ้าตัว

“ก่อนตรวจวันนี้หมอมีอะไรจะบอกกับยามาชิตะคุงก่อน”คุณหมอหันไปพยักหน้ากับนางยามาชิตะ


“Acute myeloid leukemia...” คุณหมอถึงกับตกใจที่ร่างบางรู้เกี่ยวกับโรคของตนทั้งๆที่หมดยังไม่ได้เอ่ยปากบอกไปแต่อย่างใด...


“Acute myeloid leukemia คือโรคที่ผมเป็นอยู่ใช่มั้ยฮะคุณหมอ” ยามะพีก้มหน้าถามคุณหมอเสียงต่ำ


“ช...ใช่ครับ”คุณหมอหนุ่มกลั้นใจตอบออกไป...ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆว่าเด็กคนนี้จะรู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว...


“ผมควรทำยังไงฮะ...”ร่างบางยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้นมือเล็กกำผ้าเนื้อดีที่กางเกงแน่น


“ตอนนี้ยามะชิตะคุงต้องทำตามที่หมอบอกนะ...โรคนี้น่ะมีทางรักษาให้หายได้”


“งั้นผมขอถามอีกคำถามนึงได้มั้ยฮะ”ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลลงมาเรื่อยๆอย่างไม่ขาดสายเงยขึ้นมา...


คุณหมอหนุ่มพยักหน้าให้กับร่างบางเป็นเชิงอนุญาต

“ทำไมโรคนี้ต้องเลือกผมฮะ”

 

“ทำไมต้องเป็นโทโมะเหรอฮะแม่”

คำถามแรกที่หลุดออกมาจากร่างบางที่นั่งเงียบมาตลอดทางกลับบ้าน

“โทโมะต้องยอมรับมันนะลูก...โทโมะต้องเข้มแข็ง...โทโมะต้องพยายาม”นางยามาชิตะดึงลูกชายเข้ามากอดอย่างทะนุถนอม...

“ฮะ...แม่โทโมะจะ...ฮึกๆ...พ...พยายาม...ฮะ..ฮึกๆๆ...”ร่างบางร้องไห้กอดแม่จนตัวโยน

“ฮึกๆ...แต่มีเรื่องนึงที่โทโมะ...ย....ยังไม่เข้าใจฮะแม่”ร่างบางพยายามกลั้นร้องไห้และปาดน้ำตาออกจากหน้า

“โทโมะเพิ่ง17เองนะฮะ...ทำไมถึงเป็นโทโมะล่ะฮะแม่...ทำไมถึงเป็นโทโมะ”

“แม่ขอโทษลูกโทโมะ...แม่ขอโทษ...แม่ขอโทษที่แม่เป็นแทนลูกไม่ได้”

หลังจากนั้นร่างบางก้อร้องไห้จนหลับไปโดยที่ไม่ได้โทรหายูอิจิอย่างที่สัญญาไว้...


..

..

..

..

..

..


--- กลับมาสู่โหมดปัจจุบัน—


เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ยามะพีได้บอกเลิกกับยูอิจิ

“โทโมะไปนะฮะแม่”ร่างบางบอกลาแม่ตามปกติเหมือนทุกเช้า...จะแตกต่างไปก็ที่ว่าวันนี้จะไม่มียูอิจิมารับเหมือนก่อนอีกต่อไปแล้ว…เค้าตัดสินใจถูกแล้วใช่มั้ยที่ปล่อยยูอิจิไป...เค้าไม่ต้องการให้ยูอิจิต้องมาจมอยู่กับคนที่มีอนาคตมืดมัวอย่างเค้า...ไม่อยากให้ยูต้องมากังวลจนไม่เป็นอันทำอะไร...ไม่อยากให้ยูต้องทุกข์ใจเพราะเราอีกต่อไป...

“โทโมะจัง...”เสียงหวานของคาเมะดังขึ้นหน้าบ้านเช่นเคย...คาเมะเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องโรคที่ยามะพีเป็น...หลังจากวันนั้นที่คาเมะรู้คาเมะก็ช่วยเหลือยามะพีมากขึ้นกว่าเดิม...ทั้งเวลาเรียน...

“เอากระเป๋ามา”คาเมะแย่งกระเป๋าจากมือยามะพีแล้วโยนไปให้จินถือ

“แล้วยูอิจิล่ะยามะจัง” คาเมะถามอย่างสงสัย...ยามะพีได้แต่ยิ้มจางพร้อมกับส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ...

“แล้วเรื่องนั้นบอกยูไปรึยัง”...ยังคงไม่มีคำตอบออกมาจากยามะพี...ร่างบางเดินก้มหน้ามองแต่พื้นถนนตลอดทางที่เดินไปโรงเรียน...ทำไมวันนี้มันเหงาอย่างนี้นะแค่เดินคนเดียวทำไมมันเหงาอย่างนี้ล่ะทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เดินคนเดียวแท้ๆ...แค่ไม่มียูมาเดินจับมือทำไมมันเหงาขนาดนี้...ทำไม

 


“เห่ยไอ้ยูทำไมวันนี้แกไม่ไปรับโทโมะว่ะ”จินเอากระเป๋านักเรียนฟาดไปที่หลังของยูอิจิเบาๆ

“เลิกกันแล้ว”ยูอิจิพูดเสียงเบา

“ห๊า...เลิกกันแล้ว...แกทำงี้ได้ไงว่ะไอ้ยู”จินตะโกนใส่ยูอิจิเสียงดัง

“โทโมะต้องการแบบนั้น”ยูอิจิก้มหน้าลงกับพื้นโต๊ะ

“แล้วแกก็ปล่อยโทโมะไป...ชิ...แกนี่มันสุภาพบุรุษจังนะ”จินสบถออกมาอย่างหัวเสีย

“แกดูแลโทโมะแทนฉันด้วยนะ”

“แกพูดแบบนี้ได้ยังไงว่ะ...แกรู้มั้ยไอ้ยูว่าโทโมะกำลังเผชิญกับอะไร”

“แกหมายว่าไง” ยูอิจิถามจินด้วยความสงสัย...

“แกอย่าบอกว่าแกไม่รู้นะไอ้ยู”

“โทโมะไม่เคยบอกเรื่องร่างกายเค้าให้ฉันฟัง...เอาแต่พูดว่าไม่ต้องเป็นห่วงตลอด”

“โทโมะป่วยเป็นลูคีเมีย...ไอ้ยูแกรู้มั้ยว่าโทโมะป่วยเป็นลูคีเมีย”

“อ...อะไรนะไอ้จิน...แกว่าอะไรนะ”ยูอิจิเงยหน้าขึ้นมาถามจินอย่างไม่เชื่อสิ่งที่หูตัวเองได้ยิน…จินพยักหน้าให้ยูอิจิเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ตัวเองพูดเป็นเรื่องจริง

“ไอ้ยูนั่นแกจะไปไหน”...จินตะโกนเรียกยูอิจิเสียงดังจนเพื่อนทั้งห้องหันมามอง...แต่ก็ไม่ทันซะแล้วเมื่อยูอิจิวิ่งออกไปจากห้องแล้ว....

 

 

“โทโมะนายอยู่ไหนกันนะ”ยูอิจิวิ่งออกตามหายามะพีทันทีที่ได้ฟังคำบอกเล่าของจิน...ร่างสูงเที่ยววิ่งตามหาไปทั่วทุกหนแห่งของโรงเรียน...ทุกที่ที่เคยไปด้วยกัน...ทุกที่ที่ยามะพีเคยบอกว่าชอบมา…และแล้วความพยายามของยูอิจิก็ประสบความสำเร็จ...ร่างบางที่เค้าตามหากำลังนั่งทอดสายตาไปยังพื้นน้ำที่กว้างสุดลูกหูลูกตาบริเวณสระน้ำหลังโรงเรียน...

“โทโมะ”ยูอิจิเรียกชื่อคนที่เค้ารักสุดหัวใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“มาทำอะไรอยู่ที่นี่...ทำไมไม่ไปเข้าเรียน...”ยูอิจิเอ่ยปากถามขณะเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆร่างบาง

“ยูไม่โกรธเราเหรอ”ยามะพีกล่าวออกมาเสียงเรียบ

“โทโมะอยากให้ยูโกรธอย่างงั้นเหรอ”ยูอิจิถามร่างบางข้างๆด้วยความไม่เข้าใจ...ยามะพีส่ายหน้าช้าๆเป็นคำตอบให้ยูอิจิ...

“นั่นสินะ...ยูน่ะไม่เคยโกรธโทโมะได้เลยสักครั้ง...แพ้โทโมะตลอด...”ยูอิจิกล่าวยิ้มๆ

“ขอโทษ”เสียงของร่างบางเอ่ยออกมาเบาๆแต่ก็ดังพอที่คนที่นั่งอยู่ข้างๆพอจะได้ยิน

“ไปกัน...”ยูอิจิพูดเพียงเท่านั้นก่อนฉุดมือร่างบางให้ลุกขึ้นและเดินตาม

“จะไปไหน...แล้วไม่เรียนหรอ”ยามะพีเอ่ยถามยูอิจิ

“วันนี้โดดกันนะโทโมะ”...ยูอิจิหันมาบอกยามะพีในขณะมือหนาก็ยังจับมือเล็กของร่างบางจนแน่น

“คงไม่ดีมั้ง”ยามะพียิ้มแหยๆให้ยูอิจิ

“ดีสิ...ไปกันเถอะ” ถึงจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้ของยูอิจิแต่ร่างบางก็ยินดีจะทำตามในสิ่งที่ยูอิจิบอก

..

..

..

..

..

..

..


“โทโมะ”เสียงอ่อนโยนของยูอิจิดังขึ้นอีกครั้งเพื่อปลุกร่างบางให้ตื่นขึ้นจากภวังค์

“อะ....อืมม...เมื่อยจัง”ร่างบางขยับตัวเล็กน้อยเพื่อสะสัดความเมื่อยล้าออกจากตัว

“อ้า...สวยจัง”ยามะพีพูดออกมาอย่างตื่นเต้นเมื่อเหลือบไปเห็นทะเลผ่านกระจกรถที่นั่งมา

“ชอบมั้ย”...ยามะพีพยักหน้าเป็นคำตอบแล้วหันไปชื่นชมต่อทัศนียภาพตรงหน้าต่อ

“ไปโทโมะถึงแล้ว”ยูอิจิจับมือยามะพีให้เดินตามลงไปจากรถไฟ

“ที่นี่มัน...”ยามะพียิ้มกว้างเพราะสิ่งที่ได้เห็นคือสถานที่แห่งความทรงจำของเค้าและยูนั่นเอง...

“ไปที่นั่นกันเถอะ”ยูอิจิกระชับมือที่จับยามะพีจนแน่นแล้วพาเดินไปยังสถานที่แห่งความทรงจำอีกที่หนึ่ง

“ขอบคุณนะยู”ยามะพีเอ่ยขึ้นมาเบาๆหลังจากนั่งลงตรงโขดหินที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกได้อย่างชัดเจน

...ยิ่งมานั่งตรงนี้ก็คิดถึงยูคิดถึงเวลาเก่าๆด้วยกัน เค้าจำได้ที่นี่คือที่ที่ยูได้เอาจูบแรกของเค้าไป เป็นสถานที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็จะมีความสุขทุกครั้งที่ได้มา แต่ทำไมครั้งนี้เค้ารู้สึกอยากร้องไห้ดังๆ เค้ารู้สึกว่าไม่มีอีกแล้ว ยูที่แสนอ่อนโยน ยูที่จะเดินจับมือกับเค้าตลอดไปแต่จะโทษใครได้ล่ะ ก็เค้าเป็นคนตัดสินใจจะปล่อยยูไป เค้าผูกมัดยูไม่ได้หรอก มันเหมือนการเอาเปรียบเอายูมาอยู่กับคนป่วยที่ใกล้ตายกับเค้า....คิดแล้วน้ำตาก็ไหลลงมาอาบสองแก้มอย่างห้ามไม่ได้...

“โทโมะ”เสียงเรียกที่อ่อนโยน ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็จะมีให้กับยามะพีคนเดียว เสียงยู เสียงของยูอิจิ คนที่เค้ารักที่สุด

“แต่งงานกันนะ”ยูอิจิดึงแหวนที่ตัวเองใส่เป็นประจำออกมาแล้วค่อยๆบรรจงสวมเข้าไปที่นิ้วนางข้างซ้ายของร่างบาง

“ยู” ยามะพีเรียนชื่อคนรักทั้งที่น้ำตายังหลายไม่ขาดสาย...และก็เหมือนโลกหยุดเวลาเอาไว้ ยูอิจิดึงยามะพีเข้าไปกอด สองสัมผัสที่อบอุ่นเนื้อกายที่แนบสนิท ที่อากาศก็ไม่อาจผ่านไปได้ ยามะพีรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ทำไมเค้าถึงไม่รู้เลยนะ ว่ายูก็เสียใจไม่แพ้กัน ทำไมถึงไม่รับรู้ถึงความรู้สึกของยูเลยนะ เค้านี่มันโง่จริงๆยามะพี

“ฮืออออ ........ฮึกก...ฮือออออออออ.....”เสียงที่ยูอิจิได้ยินมีเพียงแค่เสียงร้องไห้ของยามะพีเท่านั้น
เค้ารู้สึกเจ็บทำไมกัน ทำไมถึงไม่เป็นเค้า ทำไมเค้าถึงเจ็บแทนโทโมะไม่ได้ ถ้าทำได้ตอนนี้เค้าอยากจะร้องขอต่อพระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดส่งความเจ็บปวดของโทโมะส่งมาที่ผมทั้งหมด ขอแค่เค้าหาย ผมยอมทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตนี้
ถ้าท่านอยากจะเอามันไป ก็เชิญได้เลย ผมจะยกให้ท่าน ขอแค่เพียง สุดที่รักของผมหายป่วย แค่นั้นเองที่ผมอยากจะวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ทั้งยูอิจิและยามะพีไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้คือทั้งสองโอบกอดให้ความอบอุ่นแก่กันเสื้อของยูอิจิจากที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของยามะพี ตอนนี้ก็เหลือเพียงคราบน้ำตา

“โทโมะ” ยูอิจิเรียกยามะพีด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น

“มีอะไรจะบอกยูไหม แต่ถ้าตอนนี้โทโมะยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร ขอแค่จำไว้ ยูคนนี้จะรอโทโมะตลอดไป จะรักโทโมะเท่าที่ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ ยูสัญญา รักของเราจะไม่มีวันเปลี่ยน ต่อให้โทโมะเปลี่ยนใจแต่ยูอิจิ คนนี้จะไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาดขอสัญญาต่อท้องฟ้า ต่อผืนน้ำ ต่อดวงจันทร์ และ พื้นดิน ถ้าหากยูอิจิคนนี้ผิดคำสัญญา ขอให้ยูอิจิ.......”ยูอิจิยังพูดไม่ทันจบก็มีมือเล็กๆมาปิดปาก

“พอแล้ว...ไม่ต้องพูดแล้ว...เรารักยูนะ...ระ...เรา....อยากเป็น....ของยู....”ร่างบางหันไปพูดกับยูอิจิด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง...ยูอิจิอึ้งกับสิ่งที่ยามะพีพูดออกมา

“นะยู...เราอยากเป็นของยู...ทำให้เราเป็นของยูนะ...เราขอร้อง”

“ไม่ได้หรอกโทโมะ...เดี๋ยวร่างกายโทโมะจะแย่”ยูอิจิพูบอกให้ร่างบางได้เข้าใจเหตุผล

“ไม่เป็นไร...เราอยากเป็นของยู...เราขอครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น...เราขอยูเป็นครั้งสุดท้าย...ยูทำให้เราได้มั้ย”

“แต่ยูกลัวโทโมะจะรับ...ไม่ไหว...”ยามะพีได้แต่ส่ายหน้า...ยังไงวันนี้เราจะเป็นของยูให้ได้

“ไปบ้านยูนะ...ไม่ทำก็ได้แต่โทโมะอยากอยู่กับยู...ให้โทโมะไปบ้านยูนะ”ยามะพียังคงยืนยันคำเดิมแล้วทำเป็นไม่สนใจคำพูดของยูอิจิ…ร่างบางเดินจูงมือคนรักไปสถานีรถไปเพื่อหารถกลับ...ร่างบางหยิบโทรศัพท์มือถืออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อจะโทรไปรายงานแม่ที่รออยู่ที่บ้าน...

“ฮัลโหล...แม่เหรอฮะวันนี้โทโมะจะค้างที่บ้านยูจังนะฮะ...ไม่ต้องห่วงหรอกฮะ...ฮะ...”ร่างบางเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าพร้อมกับหันมายิ้มหวานให้กับยูอิจิ...


..

..

..

..

..

..


“จะทำอะไรน่ะโทโมะ...ดะ...เดี๋ยวสิ”ยามะพีดันร่างหนาของยูอิจิให้ล้มลงไปที่เตียงทันทีที่เดินเข้ามาในห้องนอนของยูอิจิ...ร่างบางค่อยๆแกะกระดุมเสื้อตัวเองออกด้วยมือที่สั่นเทา

“จะทำอะไรน่ะ...ทำไมอยู่ๆ...คิดอะไรของนายน่ะเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก”ยูอิจิพูดขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง

“เพราะร่างการฉันไม่ปกติ...ยูรู้เรื่องร่างกายฉันแล้วใช่มั้ย...ถ้าไม่รีบมีอะไรกันตั้งแต่วันนี้...ฉันก็อาจ...ฮึกๆ...ฉันก็อาจจะไม่ได้เป็นของยู...ฮึกๆ...แล้วยูก็จะลืมฉัน..ฮึกๆ..”ร่างบางพยายามกลั่นน้ำตา

“ฉันไม่อยาก...ฮึกๆ...ให้มันเป็นอย่างนั้นนี่นา...”น้ำตาร้อนๆไหลลงมาอาบสองแก้มป่องอย่างห้ามไม่ได้

“นายคิดอะไรอย่างนั้นกันน่ะโทโมะ...นายคิดว่าฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอ...”ยูอิจิดึงร่างบางเข้ามากอด

“ฉะ...ฉันอาจจะ...ฮึกๆ...ตายก็ได้...”ร่างบางยังคงสะอื้นกับอกกว้างของยูอิจิ

“ไม่ตลกเลยนะ...นายอย่าพูดเรื่องตายกับฉันอีก...นายต้องไม่เป็นอะไรเข้าใจมั้ยโทโมะนายต้องไม่เป็นอะไร”

“ขอโทษนะที่ทำให้ยูไม่สบายใจ...กอดฉันไว้ตลอดไปได้มั้ย...”

“ได้สิโทโมะฉันจะกอดโทโมะตลอดไป”

“...โอ้ย...แฮกๆ...ยะ...ยู....เราเจ็บ...เราเจ็บ...”แล้วอยู่ๆร่างบางในอ้อมแขนของยูอิจิก็เกิดอาการเจ็บหน้าอก...มือเล็กจับอยู่ที่หน้าอกของตัวเองด้วยสีหน้าที่ทรมาณมาก...ยามะพีหอบหายใจแรงด้วยความเจ็บปวด

“โทโมะ...เป็นอะไรน่ะ...โทโมะ....”

“เจ็บจัง...ยูเราเจ็บ...ฮึกๆ...เจ็บ...”ตาของร่างบางค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆท่ามกลางความตกใจของยูอิจิ

“โทโมะ...ได้ยินฉันมั้ย...โทโมะ....โทโมะ....”

“อะ..อืม...แฮ่กๆ...ดะ...ได้ยิน..”

“โทโมะ...ไปโรงพยาบาลนะ...ละ...เลือด...”

“มะ...ไม่เป็นไร...คะ...แค่เลือดกำเดา...”

“ไปโรงพยาบาลกันนะ...คราวหน้าค่อยมาใหม่...คราวหน้าเรามาบ้านฉันกันใหม่นะโทโมะ”

“ไม่นะ...โทโมะไม่อยากไปจากยู...ได้โปรดเถอะนะ...แฮ่กๆ...”


“ถ้าฉันไปจากยูตอนนี้ฉันคงไม่ได้เจอยูอีกแน่ๆ”

 


//จริงสิ...ผมสัญญากับโทโมะไว้ว่าเราจะอยู่ด้วยกัน...เราสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม...ถึงแม้ว่าที่นั่นจะอยู่ในความมืดมนก็ตาม...ทำไม...ทำไมต้องเป็นโทโมะด้วย...ทำไม???...ทำไมต้องเป็นพวกเราด้วยนะ...ผมพยายามไม่ร้องไห้และเฝ้าบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา...หากร้องไห้ความหวังเพียงน้อยนิดคงจะแหลกสลายกลายเป็นผุยผง...จริงๆแล้วมันอาจจะไม่มีความหวังตั้งแต่แรกแล้วก็ได้...แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่อาจขัดขืนได้ต้องปล่อยตัวเองหลุดเข้าไปในความมืดเพียงลำพัง...//

 ..

..

..

..

..

 ..


“ยูอิจิคุงช่วยเข้าไปพบโทโมะทีนะ”


//นี่มันอะไรกัน...โทโมะไม่ได้เป็นอะไรหนักซะหน่อย...ทำไมต้องมีอะไรกั้นไว้อย่างนั้นด้วย...เด็กคนที่กำลังจะตายอยู่ตรงหน้าผมคือโทโมะงั้นเหรอ...ไม่สิ...มันต้องไม่ใช่...ทั้งๆที่รู้สึกว่ามันเป็นความฝัน...แต่ผม...ก็รู้ว่านี่คือความจริง...//

“มือยูเปื้อนเลือดหมดเลย”ยามะพีพยายามยิ้มให้กับยูอิจิ

“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะโทโมะ...ฉันไม่เป็นอะไรหรอก...”

“ขอโทษนะ...ที่ทำให้ยูจังต้องมาเห็นฉันในสภาพนั้น...ตกใจใช่มั้ยที่เห็นเลือดออกขนาดนั้น” ยูอิจิส่ายหน้าช้าๆเพื่อเป็นคำตอบ

“ตะ...แต่ว่า...ขอร้องล่ะ...อย่าเกลียดฉันเลยนะยูจัง...”

“มะ...ไม่หรอกน่า...ฉันเกลียดโทโมะไม่ลงหรอก...ไม่สิอย่างชั้นน่ะเหรอจะเกลียดโทโมะ”

“ขอบคุณนะ…ยู...อยู่ไหนน่ะ...มองไม่เห็นเลย” มือเรียวยืนออกมาอย่างไขว้คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวเพราะด้วยตาที่เคยเป็นประกายได้ค่อยๆพร่ามัวลง

“ฉันอยู่ตรงนี้...โทโมะฉันอยู่ตรงนี้”

“ดีจัง...ยู......อยู่กับชั้นนะ”


..

..

..

..

และผมก็ได้รู้ว่า..บางครั้งพระเจ้าก็ไม่ได้รับฟังคำพูดของมนุษย์ธรรมดาๆแบบผม...เสมอไป

 


- The End -

 

Thank a lot for …

My inspiring :: 1 Litre of tears

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

- -*
พี่ยูเปงผู้ชายที่ดีจริงๆเรย
แต่แอบนึกฉากตอนอย่างว่า
เลือดมะพีพุ่งออกมาเครียดค่ะๆๆๆๆ

#1 By ปัทม์ (222.123.147.96) on 2008-01-02 19:13

โอ้ย น้ำตาร่วงอ่า

สงสารอ่า

บางครั้งพระเจ้าก็ไม่ได้รับฟังคำพูดของมนุษย์ธรรมดาๆแบบผม...เสมอไป : ชอบคำเน้

ยู เป็นคนดีมากๆๆอ่ะ

#2 By beau (124.121.161.15) on 2008-08-16 16:44